ความท้าทาย เมื่อเชียงใหม่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

 

เชียงใหม่ก้าวเดินไว..แต่ไปได้ไม่เท่าเทียม

                เชียงใหม่ นับว่าเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่เติบโตไวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ล้ำหน้าจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือของประเทศ แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวไปอย่างเร่งรีบ คือ การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการศึกษาของภาคเหนือ รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้คนจากทุกสาระทิศหลั่งไหลมา กิน เที่ยว และอยู่อาศัยในเมืองเชียงใหม่ ทำให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมือง แต่ความล้าหลังยังกระจายอยู่ในชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอต่างๆ ที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่เป็นศูนย์กลางความเจริญ

                การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองเชียงใหม่ยังซ่อนปัญหาความไม่เท่าเทียมและความล้าหลังด้านการพัฒนาไว้อีกหลายประการ เช่น ปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัยที่มีถูกรุมเร้าด้วยมลพิษทางอากาศ แม่น้ำลำคลองปนเปื้อนด้วยมลพิษ ปัญหาครอบครัวและชุมชนที่เด็กถูกปล่อยให้เลี้ยงดูโดยผู้สูงอายุ ครอบครัวหย่าร้างสูง รอบๆ ชุมชนมีความเสี่ยงจากปัญหายาเสพติด  เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มเครียดและฆ่าตัวตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ซ่อนอยู่ในฉากหลังที่สวยงามของจังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มถูกตั้งคำถามจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่มากขึ้น  และบางกลุ่มเริ่มลงมือปฏิบัติการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เชียงใหม่เดินอย่างถูกทิศทาง

ทบทวนจังหวะ..เดินช้าๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงไปรอบๆ

                ในเชียงใหม่ มีกลุ่มนักพัฒนาหลากหลายกลุ่ม ที่พยายามทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงเชียงใหม่ในระดับฐานราก หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มสถาปนิกหนุ่มสาว ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “คนใจบ้าน”  และทำงานอย่างมีส่วนร่วมกับชาวบ้านในชุมชนแออัดรอบคลองแม่ข่า เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมด้านการอยู่อาศัยของคนในชุมชนคลองแม่ข่าให้ดีขึ้น จากเดิมที่ชุมชนแห่งนี้

มีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย อยู่กันอย่างแออัด รุกล้ำที่สาธารณะ และทิ้งขยะของเสียลงในคลองแม่ข่า  กลุ่ม “คนใจบ้าน” ได้เชิญชวนให้ชาวบ้านจัดระเบียบชุมชนใหม่ ขยับขยายบ้านเรือนที่รุกล้ำที่สาธารณะและลำคลองให้เข้าที่เข้าทาง ปรับปรุงพื้นที่รกร้างในชุมชนให้เป็นสวนสาธารณะ  ส่งเสริมให้ชาวบ้านเปลี่ยนบ้านชั่วคราวให้เป็นบ้านเรือนที่มั่นคงยิ่งขึ้นและพยายามร่วมกับชาวบ้านจัดทำผังชุมชนอย่างมีส่วนร่วม แม้ว่าพื้นที่การดำเนินงานของกลุ่มคนใจบ้านจะยังไม่กว้างขวางนัก  เมื่อเทียบกับจำนวนชุมชนแออัดที่มีอยู่ถึง 65 ชุมชนจาก ชุมชนในเขตเทศบาลนครนครเชียงใหม่ทั้งหมด 85 แห่ง แต่ก็เป็นการปฏิบัติการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง และมีแนวโน้มที่จะขยับขยายไปยังชุมชนแออัดอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่ด้วยแรงหนุนจากเทศบาลนครเชียงใหม่

เชียงใหม่จะเดินไปข้างหน้า ด้วยการจัดการตนเอง

                กลุ่มนักพัฒนาชาวเชียงใหม่อีกกลุ่มหนึ่งในนาม “กลุ่มเชียงใหม่จัดการตนเอง” มองว่าปัญหาความล้าหลังของเชียงใหม่ในหลายเรื่องเป็นผลมาจากระบบบริหารราชการแผ่นดินของจังหวัดเชียงใหม่ที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ทำให้การพัฒนาเชียงใหม่ไม่ได้เกิดจากความต้องการและไม่ได้ตอบสนองต่อปัญหาของคนเชียงใหม่อย่างแท้จริง  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดก็คือ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินของเชียงใหม่ไปสู่การบริหารจัดการตนเองที่เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของส่วนกลาง มีผู้นำในการบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง และมีสิทธิในการใช้งบประมาณจากภาษีท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มเชียงใหม่จัดการตนเองได้ยกร่าง พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินเชียงใหม่มหานคร ให้เป็นนโยบายสาธารณะ เพื่อการปฏิรูปเชียงใหม่เสนอต่อรัฐสภา โดยการระดมความคิดเห็นจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ อย่างมีส่วนร่วม ความท้าทายในการจัดการตนเองของชาวเชียงใหม่ไม่ได้มีเพียงการนำเสนอกฎหมายให้ผ่านรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ ซึ่งต้องการการกำหนดทิศทาง เป้าหมายและแนวทางการดำเนินการที่ตรงจุด ต้องอาศัยเครื่องมือเชิงดัชนีมาช่วยกำกับทิศทางและตรวจสอบเส้นทางของการจัดการตนเองว่า จะนำไปเชียงใหม่ให้ก้าวหน้าหรือล้าหลัง

คนเชียงใหม่จะร่วมเดินไปพร้อมกัน

                  แม้ว่าคำว่า “การมีส่วนร่วม” จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการและนักพัฒนาบางกลุ่มว่าเป็นเพียงวาทกรรม เท่านั้น แต่นักวิชาการจำนวนหนึ่งก็พยายามตั้งคำถามถึง “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในเชิงปฏิบัติการว่าจะมีความเป็นจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะความเป็นจริงในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย โครงการ “สะพาน” เพื่อสร้างประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนเชียงใหม่และพบว่าชาวเชียงใหม่กำลังพัฒนาสำนึกของตนเองจากการเป็นประชาชนธรรมดา ไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีความกระตือร้นและตื่นตัวทางการเมือง  และพร้อมที่จะก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม เพื่อติดตามความก้าวหน้าด้านความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โครงการ “สะพาน” จะพัฒนาดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมให้เป็นเครื่องมือวัดความเปลี่ยนแปลงคุณภาพประชาธิปไตยของชาวเชียงใหม่

แนวทางการพัฒนาดัชนีความก้าวหน้าของเชียงใหม่

                การพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวข้องกับองค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน  ต่างๆ หลายกลุ่ม ที่มีทิศทาง เป้าหมายและวิธีการดำเนินงานแตกต่างกัน  บางครั้งส่งผลให้เกิดการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงในเชียงใหม่ไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น ภาครัฐส่งเสริมเกษตรเคมี แต่องค์กรพัฒนาเอกชนพยายามส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ความท้าทายในการพัฒนาดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของเชียงใหม่ ก็คือการพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าอย่างมีส่วนร่วม ที่จะช่วยหนุนเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาที่มีความก้าวหน้าให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งช่วยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มองค์กรการพัฒนาต่างๆ ในเชียงใหม่ได้ถกแถลงถึงทิศทางการพัฒนาที่ดีของตนเอง และเป็นดัชนีที่จะช่วยสะท้อนความก้าวหน้าการพัฒนาในระดับต่างๆ เช่น ดัชนีการพัฒนาเมืองของเทศบาลนครเชียงใหม่ และดัชนีความก้าวหน้าของเชียงใหม่มหานคร  เป็นต้น และอาจเป็นดัชนีที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเมืองการปกครอง เช่น ดัชนีและตัวชี้วัดธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม 

                เชียงใหม่มีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางธรรมชาติหลายประการที่จะช่วยหนุนเสริมให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หากเสริมด้วยการลุกขึ้นมารวมพลังขับเคลื่อนอย่างจริงจัง รวมถึงการตรวจสอบและกำกับเส้นทางเดินบนถนนสายการพัฒนา โดยใช้ดัชนีชี้วัดการพัฒนาและความก้าวหน้าที่เหมาะสม ย่อมสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ที่ผู้คนในเชียงใหม่จะก้าวไปข้าวหน้าอย่างเท่าเทียม  

 

 

 

โดย: 
นาวิน โสภาภูมิ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ