ถ้าจะมี “Watch” ผู้สูงอายุในเมืองไทย

“ถ้าหากว่าประเทศไทยมี  Child Watch แล้ว ถ้ามี Watch ของผู้สูงอายุด้วยก็น่าจะดีไม่น้อย”

ความคิดนี้ “ปิ๊ง” ขึ้นมาตอนทีมงาน NPI ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมการพบปะประจำเดือนของชมรม/กลุ่มผู้สูงอายุที่จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา

การเดินทางไปจังหวัดพิจิตรครั้งนี้มีเป้าหมายที่สำคัญคือ ได้ไปเรียนรู้กิจกรรมด้านผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรรวมไปถึงการได้ไปทำความรู้จักคนทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุที่จะมาประชุมในวันนี้ จากการพูดคุยกับทีมงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรพบว่ากิจกรรมด้านผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรได้ดำเนินงานมานานแล้ว โดยมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและเชื่อมประสาน ในปัจจุบันได้มีความพยายามสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มหรือชมรมผู้สูงอายุของทุกๆอำเภอและผนึกกำลังกันในลักษณะของการเชื่อมร้อยเครือข่ายผู้สูงอายุเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่เพื่อนสมาชิกต้องเผชิญรวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐในเรื่องผู้สูงอายุ จากการสำรวจ ณ ปี 2553 พบว่าจังหวัดพิจิตรมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 85,921 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 15.82 ของจำนวนประชากรของทั้งจังหวัด

เป็นที่น่าสังเกตว่ากิจกรรมของผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับประเด็นสุขภาพค่อนข้างมาก เช่นการที่ผู้สูงอายุต้องมาตรวจสุขภาพประจำเดือน การมารับยาตามที่หมอนัด หรือแม้กระทั่งการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้การรวมกลุ่มผู้สูงอายุส่วนมากจึงมักจะเริ่มต้นที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล : รพสต.)โดยเจ้าหน้าที่จากรพสต.จะคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ

ในปัจจุบันนี้เริ่มมีภาคส่วนอื่นๆเช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมฯจังหวัด หรือแม้กระทั่งผู้สนับสนุนอิสระก็เริ่มขยับเข้ามาสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อการพัฒนาผู้สูงอายุในสังคมไทย

 

รูปภาพที่ 1 : บรรยากาศกิจกรรมการพบปะประจำเดือนของชมรม/กลุ่มผู้สูงอายุที่จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555

 

ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับผลการสำรวจสาธารณมติสะท้อนมิติความสำคัญต่อชีวิต และความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ ซึ่งสามารถแสดงผลได้ถึงระดับจังหวัด จัดทำโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ และแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริง ก็พบว่าผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับสุขภาพมาเป็นอันดับหนึ่งโดยผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 84.8 ที่เห็นว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับชีวิตมากที่สุดในทางตรงกันข้ามผู้สูงอายุกลับให้ความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ต่ำที่สุดกล่าวคือมีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เห็นว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญต่อชีวิต 

 

แผนภาพที่ 1: แสดงผลการสำรวจสาธารณมติสะท้อนมิติความสำคัญต่อชีวิต และความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ 13 มิติในแต่ละช่วงวัย

 

สำรวจอื่นๆและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้สูงอายุในปัจจุบันนี้มีเป็นจำนวนมากและมีการดำเนินงานจากหลากหลายกลุ่มองค์กรหรือแม้กระทั่งการดำเนินงานในระดับโครงการ ยกตัวอย่างเช่น วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้จำทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุไว้ ศูนย์ศตวรรษิกชน ซึ่งจัดตั้งโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นแหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุและศตวรรษิกชน หรือประชากรที่มีอายุร้อยปีขึ้นไปในประเทศไทย ข้อมูลที่จะรวบรวมไว้ในศูนย์ฯ นี้ประกอบด้วย เรื่องราว บทความ สถิติตัวเลข คำศัพท์ ข่าวสารความรู้ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนร้อยปีในประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นๆ ดังระบุไว้ในรูปภาพที่ 2.ดังต่อไปนี้

รูปภาพที่ 2: ตัวอย่างหน่วยงานที่มีการดำเนินงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเมืองไทย

แหล่งที่มาจากเวปไซด์ของ ศูนย์ศตวรรษิกชน เวปไซด์: http://www.thaicentenarian.mahidol.ac.th/TECIC/

 

อย่างไรก็ตามสถิติและข้อมูลเหล่านี้มักจะมีจุดอ่อนคือเป็นการสะท้อนภาพในระดับมหภาค กล่าวคือสะท้อนภาพตัวแทนของผู้สูงอายุในระดับประเทศ ซึ่งถ้าเป็นไปได้หากมีข้อมูลในระดับท้องถิ่นด้วยการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินงานที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมจะทำได้ดีกว่าและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ได้จริง ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านเอกสารการศึกษาและภาวะทางสังคมหรือ Child watch ซึ่งมีการจัดทำทุกปีโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันรามจิตติ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่ามีข้อข้อมูลได้ถึงระดับจังหวัด (ทั้ง 76 จังหวัด) ทำให้เกิดความคิดสะท้อนกลับมาว่าหาก สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสะท้อนชีวิตของผู้สูงอายุในระดับจังหวัดก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราควรจะเริ่มพัฒนาขึ้นมาด้วยเช่นกัน

การมาเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม/ชมรมผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรในครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นศักยภาพของการทำงานของกลุ่มที่มีความเข้มแข็งค่อนข้างมากจึงมีเห็นความเป็นไปได้มากที่จะพัฒนาแนวคิดนี้ดังกล่าวในพื้นที่นี้ กลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตรมีวิสัยทัศน์คือ “ผู้สูงอายุจังหวัดพิจิตรมีสุขภาพกาย ใจ ดี และอยู่ในสังคมที่อบอุ่นด้วยระบบบริการที่ดี ใส่ใจอย่างมีคุณค่า งามสง่าด้วยศักดิ์ศรีแห่งภูมิปัญญา”  มีวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน การกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญของการทำงานด้านผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรมีทั้งหมด 8 ข้อ ผู้เขียนสังเกตว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่จะเน้นในประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพค่อนข้างมาก ยังไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่อง การศึกษาหรือภูมิปัญญา (การเรียนรู้ตลอดชีวิต) หรือพฤติกรรมทางสังคมที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้สูงอายุในมิติอื่นๆ มากนักและถ้าพิจารณาจากแผนภาพที่ 1 ในมิติของการให้ความสำคัญต่อเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้แล้วก็พบว่าผู้สูงอายุยังให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับวัยอื่นๆคือมีผู้สูงอายุร้อยละ 31 เท่านั้นที่เห็นว่าการศึกษาและการเรียนรู้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อชีวิตของตัวพวกเขาเอง อาจจะกล่าวได้ว่าหากกลุ่มผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรจะพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุในเรื่องของการศึกษาและเรียนรู้ที่เป็นหนึ่งในภารกิจงานของกลุ่ม จะต้องเร่งสร้างความตระหนักรับรู้ต่อเรื่องการศึกษาเรียนรู้ว่าจะเป็นการศึกษาเรียนรู้ไปเพื่อสิ่งใดและสิ่งนั้นๆจะทำให้ตนเองและประเทศก้าวหน้าไปได้อย่างไร เป็นต้น

ผู้เขียนยังสังเกต “ความเป็นธรรมชาติ” ของการรวมกลุ่ม/ชมรม ซึ่งคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะแม้ว่าชมรมหรือกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มต่างๆจะมีวัตถุประสงค์ในการรวมกลุ่มที่ชัดเจนแต่ทว่าการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุนั้นอาจจะมีกิจกรรมที่มากกว่าหรือน้อยกว่าวัตถุประสงค์ที่ตั้งต้นไว้ การพบปะเจอกันของกลุ่มนั้นจึงเป็นไปด้วยความเข้าใจง่ายๆว่ามาเจอกันและอยากทำอะไร จะมีประโยชน์ต่อตัวเองอย่างไรเช่นได้ผ่อนคลายหรือการได้รับข้อมูลข่าวสารในเรื่องสุขภาพ มากกว่าจะสนใจวัตถุประสงค์ที่ใช้ถ้อยคำยากๆ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” เป็นต้นเพราะถ้าจะว่าไปแล้วหากเรามีโอกาสได้ถามผู้สูงอายุว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในความคิดของแต่ละคนเป็นอย่างไร แน่นอนว่าย่อมจะได้รับคำตอบที่หลากหลายและที่สำคัญอาจจะกินวงกว้างออกไปมากกว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ และถ้าหากมีการสำรวจในพื้นที่ข้อมูลที่ได้รับก็น่าจะมีความแตกต่างจากผลของการสังเกตในงานวิจัยระดับประเทศ ทั้งนี้ตัวแกนนำเองก็สามารถต่อยอดกิจกรรมจากคำตอบเหล่านั้นด้วยเช่นกันและจากการบอกเล่าของกลุ่มผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่สนับสนุนหลายท่านต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การรวมกลุ่มนั้นทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น แต่ปัจจุบันก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ว่ายังไม่มีการศึกษาในเชิงลึกต่อไปว่า ที่ว่าดีขึ้นนั้นดีอย่างไรและมาจากปัจจัยไหนบ้าง ซึ่งคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญมากที่จะสามารถต่อยอดหรือค้นหาข้อมูลเชิงลึกในประเด็นต่างๆเหล่านี้ต่อไป

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้เขียนเห็นว่ากลุ่มผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตรเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพค่อนข้างมาก มีความเข้มแข็งทั้งในแง่ของการรวมกลุ่มผู้สูงอายุเองและมีผู้สนับสนุนทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จากประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนกับกลุ่มผู้สูงอายุในครั้งนี้ทำให้เกิดความคิดในการยกระดับงานข้อมูลของผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งถ้าหากทำได้ก็น่าจะมีประโยชน์ในแง่ของการขยายบทเรียนไปยังพื้นที่อื่นๆ การขยับก้าวต่อไปในการพัฒนางานผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ (ท้องถิ่น) จึงน่าจะมีการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อปูทางให้คนทำงานในระดับผู้สนับสนุนงานผู้สูงอายุและแกนนำได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการจับตาต่อความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่างๆของสมาชิกผู้สูงอายุ โดยใช้ในมิติการ “พัฒนาคน” อย่างรอบด้าน รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของแกนนำให้มีความไวต่อการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นคู่ขนานกันไป และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้สะท้อนในระดับประเทศต่อไป

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับ สังคมผู้สูงวัยในอีก 14 ข้างหน้ารวมไปถึงการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ท่านผู้อ่านล่ะคิดว่าอย่างไร??? 

โดย: 
ศิรวัฒน์ แดงซอน มูลนิธินโยบายสุขภาวะ