สร้างมาตรวัดทางเศรษฐกิจ สู่"ไม้บรรทัด" ที่เห็นชีวิตและความเป็นมนุษย์

 

หากถามว่าอยากเห็นประเทศของเราก้าวหน้าหรือไม่ เชื่อได้ว่าทุกคนคงตอบว่าอยากเห็น แต่หากถามต่อว่าความก้าวหน้าที่อยากเห็นนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร คงไม่มีคำตอบที่เห็นพ้องต้องกันทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับว่าเขาคนนั้นให้คุณค่ากับอะไร คุณค่าดังกล่าวนี้เองที่จะเป็นบรรทัดฐานวัดว่าอะไรคือความก้าวหน้า อะไรคือความล้าหลัง หรือกล่าวได้ว่าคุณค่าหนึ่งชุดจะพ่วงมาด้วย “ไม้บรรทัด” อย่างน้อยหนึ่งอัน

ที่ผ่านมา เราเชื่อว่าการวัดความก้าวหน้าของประเทศอยู่ที่การวัดมูลค่าของตลาดว่ามากขึ้นหรือน้อยลงผ่านไม้บรรทัดที่ชื่อว่า Gross Domestic Product (GDP) ซึ่งเป็นการวัดมูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ หารเฉลี่ยต่อจำนวนหัวประชากร เพราะเราเชื่อว่าการค้าขายแลกเปลี่ยนที่มากขึ้นนั้น สะท้อนความมั่งคั่งโดยรวมที่เพิ่มขึ้น และเมื่อความมั่งคั่งโดยรวมเพิ่มขึ้น คนแต่ละคนก็รวยขึ้นโดยปริยาย
อาจไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อไม้บรรทัดนี้ เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบางประการ กำลังท้าทายความเชื่อดังกล่าว

“ความสุขและความพึงพอใจของมนุษย์ไม่เคยอยู่ในมาตรวัดทางเศรษฐกิจเลย”

ข้อสังเกตข้างต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 โดย ดร. เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการให้คุณค่า และ “ไม้บรรทัด”ทางเศรษฐกิจ ในหัวข้อบรรยายเรื่องเปลี่ยนมาตรวัดทางเศรษฐกิจให้เห็นชีวิตและความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในเวทีสถานีความคิดเรื่องการพัฒนาดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของประเทศไทย ครั้งที่สาม จัดโดยภาคีเครือข่ายสนับสนุนแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริง

ดร. เดชรัตเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาแม้ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจจะออกแบบเครื่องมือ ไม้บรรทัดทางเศรษฐกิจไว้มากมาย ซับซ้อน ทันสมัยแค่ไหนก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ามิติความเป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมิน ดังนั้นเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีความสุขและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติ (Wealth of Nation) โดยหันมายึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

เมื่อชุดคุณค่าเปลี่ยนไป “ไม้บรรทัด” ที่ใช้ประเมินความสำเร็จย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตาม

ดร. เดชรัตชี้ต่อไปว่าไม้บรรทัดใหม่ที่เกิดขึ้น ต้องก้าวพ้นจากกับดักแนวคิด “เศรษฐกิจแบบเอารัดเอาเปรียบ (Exploitative Economy) ไปสู่การวัดสิ่งที่มีอยู่จริงๆ มองเห็นการลดน้อยถอยลงของทรัพยากรและความสุขของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาตรวัดแบบแรกไม่เคยเห็น” ที่ผ่านมายิ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โลกกลับยิ่งก้าวเข้าสู่หุบเหวแห่งวิกฤติสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้าง และนับวันผู้คนที่อยู่ในระบบก็ยิ่งถูกปลูกฝังหรือบีบคั้นให้ต้องทุ่มเทชีวิตให้กับมิติทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว กล่าวคือตัวเลขเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้สะท้อนอะไรนอกจากความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นของคนส่วนน้อย ความยากจนของคนส่วนใหญ่ ทรัพยากรที่หดหาย และความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอน

ดร. เดชรัตประมวลทิศทางใหม่ที่เราควรจะให้คุณค่าอย่างเป็นระบบ ได้แก่ “ระบบเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูและยั่งยืน” (Restorative Economy), “การเติบโตอย่างทั่วถึง” (Inclusive Growth), “การสร้างงานที่มีคุณค่า” (Decent works), และการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โอกาสและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ละส่วนสอดคล้อง ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีเนื้อหาควรทราบดังนี้

แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูและยั่งยืน (Restorative Economy) คือระบบเศรษฐกิจที่ออกแบบมาโดยมุ่งประสานคุณค่าด้านต่างๆ ในสังคมเข้าด้วยกัน กล่าวคือหลักการ “ได้อย่างเสียอย่าง” ในวิชาเศรษฐศาสตร์ จะแตกต่างไปจากที่เคยมีมา เพราะไม่ได้หมายถึงเฉพาะการใช้ไม้บรรทัดทาบหาผลกำไรสูงสุดทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังต้องมีไม้บรรทัดที่หลากหลาย สามารถวัดคุณค่ามิติอื่นๆ ที่ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดำรงชีพได้แก่ ทุนทางทรัพยากร, ทุนมนุษย์, ทุนทางกายภาพและการเงิน, และทุนทางสังคม ซึ่งหมายรวมถึงระบบนิติรัฐ การเลือกดำเนินการทางนโยบายใดๆ ก็ต้องชั่งน้ำหนักไม่ให้การพัฒนาต้นทุนหนึ่งๆ นำไปสู่การเบียดเบียนต้นทุนอื่นๆ และจะต้องมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟู รักษา หรือเพิ่มพูนต้นทุนต่างๆ

เมื่อมีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบฟื้นฟูและยั่งยืนเป็นกรอบหลัก สิ่งต่อมาที่ต้องคำนึงคือ ทำอย่างไรแนวทางพัฒนาที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบดังกล่าวจึงจะมีลักษณะเป็นการเจริญเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ในเรื่องนี้ ดร. เดชรัตชี้ประเด็นว่าการออกแบบไม้บรรทัดที่ดีอาจช่วยให้เราตระหนักถึงแนวโน้มการกระจุกตัวของความมั่งคั่งมากกว่าที่เคย

กล่าวคือการวัดความเจริญเติบโตจากตัวเลข GDP แล้วหารด้วยจำนวนประชากรต่อหัวนั้น นอกจากจะเป็นการวัดความมั่งคั่งด้วยมิติเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนความมั่งคั่งในระดับบุคคลที่แท้จริง เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่ในมือผู้ที่ถือครองปัจจัยการผลิตมากกว่า ดังนั้นนอกจากจะไม่สะท้อนความมั่งคั่งของปัจเจกแต่ละคนแล้ว GDP ยังมีส่วนในการช่วยปกปิดปัญหาความเหลื่อมล้ำความเหลื่อมล้ำอีกด้วย แนวคิดเรื่องการเจริญเติบโตอย่างทั่วถึงนั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ปัญหาดังกล่าวด้วยการให้ความสำคัญกับการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึง และวางแผนให้เกิดการใช้ทรัพยากรดังกล่าวอย่างคุ้มค่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพ (Standard of living) ของประชากร ดังนั้นไม้บรรทัดที่ใช้วัดตามแนวดังกล่าว จึงต้องให้ความสำคัญต่อค่ากลางของคนในสังคม (ระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของคนที่อยู่ตรงกลาง) และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคนจนฐานล่างซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง โดยทำให้ตัวเลขที่วัดออกมามีพลวัตรขึ้น ด้วยการคำนวณหารายได้ควบคู่ไปกับภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปพร้อมๆ กัน

เมื่อระบบเศรษฐกิจมีลักษณะฟื้นฟู ยั่งยืน รวมถึงกระจายทรัพยากร และมีการพัฒนาอย่างทั่วถึง โจทย์ต่อมาคือทำอย่างไรผู้คนในประเทศจึงจะสามารถปฏิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจดังกล่าวได้อย่างมีความสุข เรื่องนี้ ดร. เดชรัตได้อธิบายถึงแนวคิดเรื่อง “งานที่มีคุณค่า” (Decent works) กล่าวคือผู้ที่ทำงานควรจะรู้สึกว่าตนได้ทำงานที่มีคุณค่าสมศักดิ์ศรีของตน โดยอย่างน้อยเราควรมีการสร้างดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของแรงงาน รวมถึงเกษตรกร ในทำนองเดียวกับที่เรามีดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งการวัดดังกล่าวนอกเหนือไปจากการวัดในแง่รายได้แล้ว ยังควรคำนึงถึงความมั่นคงในอาชีพการงาน, หลักประกันในชีวิต, โอกาสความก้าวหน้า, ความเชื่อมั่นในอนาคตการทำงาน, รวมถึงความภาคภูมิใจในอาชีพด้วย

และท้ายที่สุด ระบบเศรษฐกิจต้องป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการคอยตรวจวัดระดับความเหลื่อมล้ำ ทั้งในแง่รายได้ โอกาส และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งการวัดความเหลื่อมล้ำทางรายได้เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่สองอย่างหลังนั้นยังไม่มีการจัดทำตัวชี้วัดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้เมื่อทำการชี้วัดเสร็จ โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรผู้ผลักดันนโยบายจึงจะตระหนักว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการจับตามองและแก้ไขอยู่ตลอดเวลา

“ไม้บรรทัด” ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นภายใต้ชุดคุณค่าใหม่ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางนั้น อาจไม่ได้มีความซับซ้อนทางตัวเลขเท่าของเดิม แต่โดยคร่าวจะเห็นได้ว่าสามารถวัดแล้วสะท้อนสิ่งต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของมนุษย์ออกมาได้หลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร, การกระจายความมั่งคั่ง, ความสุขในการทำงาน, และกลไกป้องกันระวังความไม่เท่าเทียม และที่สำคัญ เกณฑ์เหล่านี้มีลักษณะเป็นรูปธรรมยึดโยงกับความเป็นจริงมากกว่าที่เคย
หากทั้งหมดทั้งปวงข้างต้นเพิ่มขึ้นโดยไม่ไปเบียดเบียนมิติอื่น จึงจะเรียกได้ว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้ว

ถึงที่สุดเรื่องทั้งหมดที่ ดร. เดชรัตนำเสนอไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า สมควร และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางรวมหมู่ของเราแล้วหรือยัง

หากย้อนเวลากลับไป ช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา โลกทั้งโลกถูกสายลม “โลกาภิวัตน์” พัดพาเชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านอุดมการณ์ทุนนิยม ซึ่งสนับสนุนการแข่งขันกันระหว่างเอกชนผ่านกลไกตลาดเสรี โดยเชื่อว่าเมื่อเอกชนแข่งขันกันในกติกาที่เท่าเทียมและไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐ แรงจูงใจจากความโลภจะทำให้แต่ละฝ่ายต้องดิ้นรนขับเน้นประสิทธิภาพของตนออกมาเพื่อสร้างผลผลิตและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อขายออกไป ดังนั้นยิ่งแข่งขันก็ยิ่งเกิดสิ่งใหม่ๆ ยิ่งสร้างรายได้ และเมื่อเกิดรายได้ ก็ยิ่งเกิดการจ้างงานลงทุนกระจายความมั่งคั่ง

ในส่วนของประเทศไทยนั้น แนวทางพัฒนานั้นเป็นไปในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน กล่าวคือแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจฉบับที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่างขึ้นภายใต้การชี้นำของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก ที่เข้ามาศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แล้วสรุปเป็นรายงานการสำรวจที่ชื่อว่า “Public Development Program for Thailand” ซึ่งอ้างอิงกรอบคิดการเติบโตอย่างไม่สมดุล (Unbalanced Growth Strategy) ของ Albert O. Hirschman นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน โดยสรุปคือเสนอให้ประเทศไทยมุ่งพัฒนาให้ตลาดส่วนใดส่วนหนึ่งมีมูลค่าเติบโตขึ้นอย่างไม่สมดุล แล้วภาคส่วนอื่นๆ จะดิ้นรนต่อสู้ เรียกร้องความเท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติบโตของภาคส่วนนั้นๆ ตามมาโดยปริยาย

ภายใต้ทิศทางร่วมหมู่เช่นนี้ เสียงบางเสียงกลับไม่เชื่อเช่นนั้น จึงดำเนินการทวนกระแสด้วยการชี้ชวนให้เราเห็นถึงปัญหา และปลุกเร้าให้โลกหาทางเลือกอื่นๆ ก่อนที่จะสายเกินไป

ในภาคสังคม เราได้เห็นเหตุการณ์ประท้วงการประชุมขององค์การการค้าโลก (ซึ่งถูกฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นสถาบันนายหน้าส่งออกอุดมการณ์ทุนนิยมควบคู่ไปกับองค์การการเงินระหว่างประเทศ) เมื่อ ปี 1997 ณ เมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การยกเลิกการประชุม ซึ่งนำไปสู่การกระทำซ้ำทั่วโลก จนถูกขนานนามว่า “โลกาภิวัตน์จากรากหญ้า” (Glass roots Globalization) อันหมายถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยอุดมการณ์ทุนนิยม และมุ่งสร้างความยุติธรรมระดับโลกให้เกิดขึ้น

ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจทางเลือกถูกกล่าวและเขียนถึงอย่างแพร่หลาย มีนักคิดที่น่าสนใจควรกล่าวถึงหลายคน ที่เป็นที่คุ้นเคยในไทยก็เช่น อมาตยา เซน (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย ที่นำเสนอการพิจารณาคุณภาพชีวิตมนุษย์ที่มิใช่การพิจารณาแค่จำนวนรายได้แต่รวมถึงทางเลือกในชีวิตของคนผู้นั้น หรือวันทนา ศิวะ ผู้ที่มักถูกขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์อ้างอิงถึง อันเนื่องมาจากการที่เธอนำเสนอกรอบคิดที่สามารถร้อยเรียงมิติทางการเมือง ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เข้าด้วยกัน

แม้ประกอบด้วยกลุ่มผู้คนที่หลากหลายจากทุกมุมโลก แต่ทุกเสียงล้วนรวมศูนย์วิพากษ์ไม้บรรทัด GDP อย่างรุนแรง ในฐานะอวิชชาเชิงโครงสร้าง ในประเทศไทยเอง กิจกรรมของภาคีเครือข่ายสนับสนุนแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริง หรือการบรรยายของ ดร. เดชรัต โดยหลักการถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทวนกระแสโลกนี้

GDP เคยสอนเราว่าตลาดควรไร้หัวใจ เพราะการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นจำเป็นต้องลดทอนมิติทางชีวิตและธรรมชาติให้เหลือเพียงตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ภาคีเครือข่ายสนับสนุนแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริง ชวนเราตั้งคำถามว่าตลาดที่ไร้หัวใจจะนำไปสู่การเจริญเติบโตที่แท้จริงและยั่งยืนได้จริงหรือ ซึ่งเท่าที่เห็นคำตอบคือ “ไม่” ดังนั้นน่าจะถึงเวลาที่เราจะลงมือศึกษาและมุ่งสร้างมาตรวัดทางเศรษฐกิจใหม่ สู่ “ไม้บรรทัด” ที่เห็นชีวิตและความเป็นมนุษย์มากกว่าที่ผ่านมา สนใจติดตาม สนับสนุนการออกแบบตัวชี้วัดเพื่อสร้างมาตรวัดทางเศรษฐกิจที่เห็นชีวิตและมนุษย์ได้ที่ www.npithailand.com

 

โดย: 
v-reformer (http://v-reform.org/v-report/report-new-economic-measure-building/)