กรุงเทพฯในมุมเขียวๆ

กรุงเทพฯในมุมเขียวๆ

ถ้าพูดถึงการจัดลำดับความเป็นเมืองสีเขียวของโลกหรือของทวีปแล้ว ในสายตาของคนทั่วๆไปอาจคาดคะเนเป็นเสียงเดียวกันว่า กรุงเทพมหานคร นครหลวงของประเทศไทยคงอยู่ในลำดับท้ายๆ ของตารางเป็นแน่แท้ ด้วยความที่ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ล้วนเห็นแต่ตึกรามบ้านช่องไปทั่วทุกตารางนิ้ว ทว่าการสำรวจความเป็นเมืองสีเขียวที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อเร็วๆนี้กลับให้ผลที่ทุกคนต้องประหลาดใจ

ใครเล่าจะคิดว่ามหานครที่มีจำนวนประชากรหนาแน่นมากที่สุดของประเทศแห่งนี้ จะมีคุณภาพอากาศ และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย จากการศึกษาดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียวในทวีปเอเชีย โดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ (Economist Intelligence Unit-EIU) โดยการสนับสนุนของ บริษัทด้านอิเลคทรอนิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า ระดับโลก อย่าง ซีเมนส์ เอจี ในระหว่างเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน ใน 22 เมืองหลักของทวีปเอเชียในปี 2553 ที่ผ่านมา จากรายงานพบข้อบ่งชี้ว่า กรุงเทพมหานครมีการดำเนินการเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในภาพรวม กรุงเทพมหานคร จะอยู่ในกลุ่มระดับปานกลาง เช่นเดียวกับ นครปักกิ่ง กลุงนิวเดลี กวางเจา จาการ์ต้า กัวลาลัมเปอร์ นานจิง เซียงไฮ้ และหวู่ฮั่น ทั้งนี้จากการสำรวจเดียวกัน มีเพียงประเทศเดียว ที่มหานครมีความเป็นสีเขียวมากที่สุดของเอเชียคือ ประเทศสิงคโปร์

มุมเขียวๆของกรุงเทพอยู่ที่ไหน?

ขืนถ้าใครคิดว่าดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว คือจำนวนต้นไม้สีเขียวขจีที่ถูกปลูกขึ้นตามที่ต่างๆของกรุงเทพฯเท่านั้นแล้วล่ะก็ เห็นทีจะต้องทำความเข้าใจกันเสียใหม่ เพราะแท้จริงแล้ว ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว หรือ Green City Index คือดัชนีวัดผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมในหมวดต่างๆของเมือง ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านการใช้พลังงานและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Energy and CO2) ด้านการใช้ที่ดินและอาคารต่างๆ (Land use and Buildings) ด้านการขนส่ง (Transport) ด้านการกำจัดขยะ (waste) ด้านการจัดการน้ำ (Water) ด้านระบบสุขาภิบาล (Sanitation) ด้านคุณภาพอากาศ และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Air Quality and Environmental Governance)

ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552, EIU ได้พัฒนาเครื่องมือวัดดัชนีความเป็นเมืองสีเขียว (Green City Index) และนำขอบเขตของเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นทำการศึกษาในทวีปยุโรป และ ทวีปอเมริกาใต้ ก่อนที่จะมาศึกษาในทวีปเอเชีย จากการศึกษาในครั้งนั้นพบว่าเมืองโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค และ เมืองกูรีติบา (Curitiba) ในประเทศบราซิลได้รับคะแนนสูงสุด นั่นก็หมายความว่าประเทศเหล่านี้มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 7 องค์ประกอบอยู่ในระดับสูงค่าเฉลี่ย  นั่นเอง

ยุทธศาสตร์ “สีเขียว” ของกรุงเทพฯ

แผนที่จะพัฒนากรุงเทพฯให้เป็น “มหานครแห่งสิ่งแวดล้อม” ถูกเพิ่ม หรือ ลดรูป ให้เขียวมากหรือเขียวน้อย ต่างกรรมต่างวาระหลายรูปแบบ ผลพวงที่เกิดขึ้นก็คือโครงการต่างๆที่มักจะใช้ชื่อ “ กรีน” หรือ “เขียว” เป็นสรรพนามนำหน้า หรือ เป็นสร้อยห้อยท้าย การสานต่อเดินหน้านโยบาย“วาระกรุงเทพฯ สีเขียว” ต่อจากผู้ว่าฯคนก่อนจนถึงคนปัจจุบันที่มาจากพรรคการเมืองเดียวกัน  แม้จะเปลี่ยนรูปไปบ้างแต่สารัตถะก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปมาก แนวทาง 6 เขียวได้แก่ Green Society สังคมสะดวก ประหยัดทันสมัย Green Living สุขภาวะสมบูรณ์ ชีวิตมั่นคง Green Zone ธรรมชาติสะอาด อากาศสดใส Green Generation สานฝันคนรุ่นใหม่ เรียนรู้ทันโลก Green Community ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนผูกพัน และ Green Economy เศรษฐกิจชุมชน บนความพอเพียง ซึ่งเป็นการมุ่งพัฒนาทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบ “วาระกรุงเทพฯ สีเขียว” ทั้ง 6 แนวทาง กับ ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว (Green City Index) ของ EIU แล้วจะพบว่าการให้ลำดับความสำคัญของ “สีเขียว” ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่“วาระกรุงเทพฯ สีเขียว” ของกรุงเทพมหานคร จะเน้นแนวทางการพัฒนาโดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง และมุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานความพอเพียง แต่ ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว (Green City Index) ของ EIU จะมีมิติที่ขยายครอบคลุมถึงเรื่องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะที่ดีของคนอันเนื่องมาจาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของบ้านเมืองอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็หมายความว่า หากกรุงเทพฯต้องการดำรงความเป็นสากลภายใต้แนวทางการพัฒนา “สีเขียว” ให้เป็นไปตามมารตฐาน กรุงเทพมหานครจะต้องขยายมิติในด้านนโยบายสาธารณะให้มีความครอบคลุมและมีแผนการปฏิบัติงานเพื่อก้าวไปให้ถึงผลสัมฤทธิ์ของ “วาระกรุงเทพฯ สีเขียว” ให้มีความชัดเจนจนนำไปสู่ “สุขภาวะที่ดีของคนกรุงฯ” ให้ได้ต่อไป

คนกรุงเทพหัวใจสีเขียว

คนกรุงเทพ และ คนที่อยู่ในกรุงเทพ กลายเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา“สีเขียว” และถูกคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองแห่งอนาคตที่น่าอยู่บนความเจริญอย่างยั่งยืนโครงการสีเขียวต่างๆถูกเปลี่ยนรูปจากนโยบายอันสวยหรูไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการรณรงค์ที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรม “ไม่เขียว” ของคนเป็นหลัก กอปรกับในช่วงที่ วาทะกรรมเรื่อง “โลกร้อน” กำลังเป็นประเด็นขึ้นแท่นท็อปชาร์ต ส่งผลคุณูปการให้ แนวคิด“สีเขียว”ที่ดาษดื่นเรียกคะแนนนิยมได้อย่างท้วมท้นโดนใจคนค่อนประเทศ ทว่าแม้โครงการเหล่านี้จะสร้างความตื่นตัวให้คนจำนวนไม่น้อยให้หันมาใส่ใจเรื่อง “ความเขียว” ได้ในหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่า ความสำเร็จดังกล่าวจะเป็นแค่เพียงกระแสในระยะเวลาสั้นๆและท้ายที่สุด “วิถี” สีเขียว ที่เป็นหัวใจ หรือเรียกได้ว่าเป็นแก่นของนโยบายจริงๆก็แปรรูปแปลงร่างกลายไปเป็นทางเลือกของคนเพียงกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งในสังคมมหานครแห่งนี้เท่านั้น 

สีเขียวของกรุงเทพฯ เป็นเรื่องท้าทาย

ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียวของกรุงเทพมหานครถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะถึงแม้ว่าผลของการสำรวจ ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว (Green City Index) ของ EIU จะพบว่า มหานครแห่งนี้จะมีคุณภาพอากาศ (ฝุ่นละออง) และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในระดับสูงค่าเฉลี่ย แต่ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวขององค์ประกอบของดัชนีทั้งหมดเท่านั้น ยังเหลืออีกหลายมุมที่เราตกขบวน “ความเขียว” ไป เมื่อเทียบกับอีก 21 เมืองใหญ่ในทวีปเอเชีย โดยจะขอกล่าวในรายละเอียดดังต่อไปนี้

เรื่องแรก จำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของมหานครแห่งนี้ จากการสำรวจพบว่าในคนหนึ่งคนจะมีการปล่อยก๊าซ CO2 มากถึง 6.7 ตัน  ในขณะที่ค่าเฉลี่ยจาก 21 ประเทศอยู่ที่ 4.6 ตัน/คน พบว่าแหล่งกำเนิดสำคัญของก๊าซ CO2มาจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการผลิตไฟฟ้า โดยร้อยละ 40 ของ CO2มาจากการขนส่ง ในขณะที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น3

เมื่อพูดถึงพื้นที่สีเขียวของคนเมืองหลวง เป็นที่น่าเศร้าใจยิ่งนักที่คนกรุงเทพมีเพียง 3.3 ตร.ม/คนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ 21 เมืองใหญ่ซึ่งมีมากถึง 38.6  ตร.ม/คน นั่นก็หมายความว่าประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซออกซิเจน และกรองอากาศจาก “สีเขียว” ของต้นไม้ ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน

ในเรื่องการคมนาคมขนส่งในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีรถติดมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก การสำรวจพบว่าประสิทธิภาพของขนส่งมวลชนในเมืองกรุง ในระยะรัศมี 1 ตร.กม. เรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพเป็นระยะทางเพียงแค่ 40 เมตร ในขณะที่ประเทศอื่นๆมีค่าเฉลี่ยที่ 170 เมตร เรื่องนี้ทำให้คนเมืองกรุงจำนวนมากยอมติดหนี้ ถอยรถยนต์ส่วนตัวมาขับขี่กันเต็มท้องถนนเพราะเบื่อกับประสิทธิภาพระบบขนส่งมวลชนดังกล่าว และก็แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 อย่างเลี่ยงไม่ได้

ว่าด้วยเรื่อง “น้ำ” คนกรุงนอกจากจะใช้น้ำในปริมาณที่มากแล้ว ยังใช้น้ำอย่างขาดประสิทธิภาพอีกด้วย จากรายงานพบว่าในแต่ละวัน เราใช้น้ำมากถึง 340.2 ลิตร ต่อคนจากค่าเฉลี่ย 277.6 ลิตรต่อคนต่อวันจาก 21 เมืองใหญ่เพื่อนบ้านในทวีปของเรา ทั้งนี้พบปริมาณน้ำที่รั่วออกนอกระบบถึง 35 % ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 22.2 % ในทางกลับกันปริมาณน้ำเสียเพียงแค่ 12.2% เท่านั้นที่ถูกนำกลับมามาบำบัดจากค่าเฉลี่ยของการบำบัดน้ำเสียในประเทศอื่นๆเท่ากับ 59.9 %

จำนวนขยะในเมืองหลวงที่ถูกทิ้งในแต่ละวันๆเมื่อบวก ลบ คูณ หารแล้วใครจะเชื่อว่าในแต่ละปีคนกรุงเทพฯผลิตขยะมากถึง 534.8 กก.ต่อคน ในขณะที่เมืองอื่นๆมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 375.2 กก./คน/ปี จากจำนวนขยะที่ถูกผลิตในแต่ละวันพบว่าการจัดเก็บและบำบัดขยะเหล่านั้นทำได้แค่ 62.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 82.8% และ เรื่องสุดท้ายคือ จำนวนคนกรุงฯที่เข้าถึงสุขาภิบาลที่ดี (ส้วม, น้ำสะอาด และระบบบำบัดที่มีมาตรฐาน) มีเพียง 51% จากค่าเฉลี่ย 70.1% เกินครึ่งมาแค่ 1% เท่านั้น

คำถามก็คือ เรามีข้อมูลเหล่านี้แล้วหรือไม่ และก็ต้องถามต่อว่าสถานะของแผนยุทธศาสตร์ “สีเขียว”ของเมืองหลวงของเราขณะนี้อยู่ที่ไหน และ ทำอะไรไปถึงไหนกันบ้างแล้ว แผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550-2555 หรือ (Bangkok Metropolitan Administration Action Plan on Global Warming Mitigation 2007-2012)  กำลังจะหมดวาระลงในปีหน้าแล้วจะไปทางไหนกันต่อ รวมถึงแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 12 ปี (พ.ศ.2552-2563) ที่จะต้องนำเอา ดัชนีวัดความเป็นเมืองสีเขียว (Green City Index) เข้ามาบูรณาการผสมผสานกับ นโยบาย “สีเขียว” ของมหานครแห่งนี้

 เราจะอยู่ตำแหน่งแห่งใดของขบวนที่จะมีส่วนร่วมแต่งแต้ม “สีเขียว” ให้มหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ เพื่อที่ว่าในที่สุดแล้วเป้าหมายที่จะเป็น “มหานครแห่งสิ่งแวดล้อม” หรือ “เมืองแห่งอนาคตที่น่าอยู่บนความเจริญอย่างยั่งยืน” จะกลายเป็นความจริง และเป็นไปได้ในช่วงชีวิตของเรา!

โดย: 
ศิรวัฒน์ แดงซอน มูลนิธินโยบายสุขภาวะ